กรณีตอนนั้นที่ชาวบ้านเขามาร้องเรา แล้วเราได้ทำงานจัดการมากขึ้น ตรงนั้นคือเปลี่ยนวิธีคิดของตัวเองในการทำงานเลย มันทำให้เราต้องอ่อนน้อมกับคนอื่นมากขึ้น เราต้องไปเป็นนักเรียน ไปเพื่อฟังเขา ไม่ใช่ไปพูด แล้วลูกศิษย์ทุกคนก็จะเป็นแบบนั้น เขาจะเคารพคนอื่นน่ะ สาวถ้ํา คือ แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะต่อพี่น้องชาติพันธุ์เท่านั้น แต่ในชีวิตทั่วไปเราก็รู้จักฟังคนอื่นมากขึ้น เราจะไม่ตัดสินคนอื่น แล้วเราก็มองความยุติธรรมของที่ที่เราไป สิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการเรียนรู้ของชีวิตนะ ตัวเองเคยเขียนบทความภาษาอังกฤษถกเถียงกับตัวเองเรื่องนี้เลย แต่ท้ายที่สุดเราก็คิดว่า ความรู้ของตะวันตกเปรียบเทียบได้กับวัคซีนหรือยารักษาโรคหรือเปล่า ถ้าเรายังคิดค้นการใช้วัตถุดิบที่แตกต่างไม่ออก เราอาจต้องใช้ยาตะวันตกไปก่อนไหม แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง หากเราอยู่ในโลกที่ทุกคนเป็นเพื่อนมนุษย์กัน มีประโยชน์ไหมที่เราต้องแบ่งว่าอะไรเป็นตะวันตกหรือตะวันออก เราตื่นเต้นมากเลย แสดงว่าในสมัยโบราณ คนที่ใช้เครื่องมือหินกะเทาะเป็นประชากรที่อยู่ต่อเนื่อง มีประชากรกลุ่มใหม่เข้ามา แล้วมีการแต่งงานข้ามกัน ดีเอ็นเอก็ปรากฏอยู่ตรงนั้น แล้วยังมีกลุ่มที่เป็นชาติพันธุ์ ซึ่งไม่ได้เหมือนกลุ่มชาติพันธุ์ปัจจุบันที่ย้ายมาทีหลัง เราเจอกุญแจหลายอย่างแล้ว พอดีเอ็นเอบอกว่าคนกลุ่มนี้มาจากตรงไหน เราก็ต้องสืบต่อ แล้วเราจะหยุดวิจัยได้อย่างไร เราก็ต้องตั้งคำถามวิจัยให้คนอื่นที่เขากำลังจะสนใจและเข้ามาร่วมเพื่อช่วยกันตอบคำถาม
เราอยากหาสิ่งเหล่านี้ แต่รู้ว่าน่าจะยาก เพราะการเข้าไปจีนไม่ง่าย เราต้องเริ่มต้นใหม่ แต่สิ่งที่อาจทำได้คือเขียนเป็นแนวทางไว้ว่าเราคิดอย่างไร เผื่อมีใครสนใจในอนาคต ก็อาจมีลายแทงที่เขาทำต่อได้ เราก็ต้องคิดวิธีหาคำตอบในการเชื่อมโยง ก็คุยกับนักชาติพันธุ์ชาวอาข่า ซึ่งเป็นอาจารย์อยู่มหาวิทยาลัยชนกลุ่มน้อยที่ยูนนาน เราตั้งคำถามกับเขาว่าเป็นไปได้ไหมที่คุณจะศึกษาวัฒนธรรมจริงๆ ที่เป็นกุญแจในการศึกษาประวัติศาสตร์ได้ ยกตัวอย่างเวลานักโบราณคดีหากุญแจเพื่อตรวจสอบข้อมูล เรามักใช้ลักษณะทางวัฒนธรรมที่ยังดำรงอยู่เป็นจุดเริ่มต้นสมมติก่อน เพื่อให้เรามีหลักในการศึกษาก่อน เมื่อเราได้ข้อมูลแล้วจึงมาเปรียบเทียบ อธิบายความแตกต่างหรือเหมือน เราไม่ได้แช่แข็งวัฒนธรรม แต่ต้องหาเครื่องมือสำหรับการทำงาน เช่น แบบแผน ความเชื่อ ความตาย ยกตัวอย่างคนไทยไปอยู่ในอเมริกา อาจยังมีหิ้งพระอยู่ แม้จะอยู่ในบ้านเรือนแบบอเมริกา เป็นต้น ในขณะเดียวกันมีอีกวิชาหนึ่งที่โลกวิชาการปัจจุบันเริ่มพูดกันเยอะมากเลย คือการใช้มรดกวัฒนธรรม เขามองว่ามรดกวัฒนธรรมจัดการได้ เช่น จัดการให้เป็นงานเชิงสร้างสรรค์ในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แนวคิดซอฟต์พาวเวอร์ก็คล้ายๆ กัน คือคิดว่าวัฒนธรรมจัดการได้ ซึ่งมีหลายแบบ แบบหนึ่งคือจัดการแบบอนุรักษ์ไว้ให้ดำรงอยู่เหมือนเดิม ส่วนจัดการอีกแบบคือพัฒนาออกมาเป็นการออกแบบ เป็นงานศิลปะ เราแน่ใจได้ว่าอย่างไรว่า ‘วัฒนธรรม’ จัดการได้? ยกตัวอย่างตัวเองใช้ศิลปะในการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีหลายคนเชื่อว่าเราอ่านความคิดมนุษย์ไม่ได้ ความคิดเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ถ้าเราอยากรู้ เราก็อาจต้องประเมินจากสิ่งที่เห็น เช่น เราสันนิษฐานว่าการสร้างโลงไม้ที่เพิงผาบ้านไร่ ช่างต้องมีความเป็นศิลปินด้วยจึงจะเลือกพื้นที่ตรงนั้นให้เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ เพราะงานคราฟต์ที่เราเห็น เขาต้องบรรจงสร้างขึ้นมา ต้องเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของกลุ่มและน่าจะเป็นกลุ่มพิเศษด้วย อันนี้ถึงได้รู้สึกว่าเราพอใจในแง่ของวิธีคิด แต่มาจากสองส่วน ทั้งส่วนที่มีแนวคิดทฤษฎี ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติให้เยอะ แล้วเราก็ตรวจสอบตัวเราเองกลับไปกลับมา รวมทั้งการคิดค้นระเบียบวิธีในการทำงานของเราเอง
ในอดีตนั้น รองเท้าสเกตจะทำจากหนัง และผลิตขึ้นด้วยมือ แต่ในปัจจุบัน รองเท้าสเกตที่ทำจากวัสดุเทียมด้วยการหล่อ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากทนทาน มีน้ำหนักเบากว่าหนัง และ มีราคาถูก ในรองเท้ารุ่นใหม่จะมีส่วนข้อเท้าที่พับได้เพื่อความยืดหยุ่น รองเท้าจากวัสดุสังเคราะห์จะสามารถปรับเข้ากับรูปเท้าได้เร็ว ช่วยย่นระยะเวลาการปรับรองเท้าให้เข้ากับรูปเท้า (Break-In) รองเท้าจากวัสดุเทียมจึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้เริ่มฝึกหัด อย่างไรก็ดีรองเท้าสเกตที่ทำจากหนังแท้จะมีราคาสูง และเป็นที่นิยมสำหรับนักกีฬาระดับสูงมากกว่าเนื่องจากจะมีการเสริมชั้นของหนังแท้สูงสุดถึง 3 ชั้นเพื่อเสริมความแข็งแรง และข้อดีอีกอย่างของรองเท้าหนังแท้ก็คือ จะสามารถปรับเข้ากับรูปเท้านักกีฬาได้ดีกว่าเมื่อใช้ไปในระยะเวลาหนึ่ง (Break-In) แม้ว่าจะต้องอาศัยเวลาการปรับตัวที่นานกว่ารองเท้าสังเคราะห์ก็ตาม เว็กนาไม่ถูกกำจัดและบาดแผลมิติทั้งสี่แห่งที่มันฉีกเปิดได้ทำให้โลก Upside Down หลั่งไหลเข้าสู่โลกมนุษย์ เหล่าเด็กๆ และผู้ใหญ่ฮีโร่ของเรายืนมองท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยความกังวล เตรียมใจกันว่า มหันตภัยครั้งใหญ่ที่สุดกำลังจะมาถึงฮอว์กินส์ ซึ่งพวกเขาจะต้องรวมพลังกันหยุดยั้งให้ได้ในบทสุดท้าย แม็กซ์ ตายลงชั่วขณะหนึ่ง ทำให้แผนการชั่วร้ายของเว็กนาสำเร็จ – ประตูมิติทั้งสี่จุดที่มันเปิดไว้ทะลุถึงกันใต้เมืองฮอว์กินส์ เกิดเป็นรอยแยกมหึมาแผ่ออกทั่วเมืองเหมือนแผ่นดินแยก ผู้คนเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ด้านแนนซี่ โรบิน สตีฟ สามารถใช้ปืนยิงและระดมขว้างระเบิดโมโลตอฟใส่ร่างเว็กนาใน Upside Down สำเร็จ ร่างมันถูกยิงทะลุเป็นรูไฟลุกท่วมแล้วตกจากหน้าต่างบ้าน แต่เมื่อลงไปดูกลับไม่พบร่าง (เว็กนายังไม่ตาย) เลือดท่วมไปทั้งห้องโถง และตอนแรกเธอเข้าใจว่าตัวเองอาจเป็นคนทำเรื่องนั้น แต่ความจริงปรากฏเมื่อแอลได้คุยกับเจ้าหน้าที่หนุ่มในห้องทดลองคนหนึ่งที่เคยใจดีกับเธอ
- จากนั้น Mind Flayer ก็ขยายอำนาจมาที่มนุษย์ โดยเป้าหมายแรกคือ บิลลี่ ฮาร์โกรฟ พี่ชายของแม็กซ์ (ที่มีนิสัยเกเรอยู่แล้ว) – บิลลี่ถูกร่างอวตารของ Mind Flayer เล่นงานและกลายเป็น “ผู้ถูกพล่า (Flayed)” ถูกควบคุมจิตใจให้ทำตามคำสั่งปีศาจ บิลลี่เริ่มลักพาตัวชาวเมืองหลายคน (รวมถึงเพื่อนสาวผู้ช่วยชีวิตเขาชื่อเฮเธอร์) มาสังเวยให้ Mind Flayer
- การกระโดดใช้คมมีด หรือเอดจ์จัมพ์ (Edge jumps) นั้นจะไม่มีการใช้โทพิกส์ช่วยในการกระโดด ซึ่งหมายถึงนักกีฬาจะโดดขึ้นโดยใช้ใบมีดส่งตัวขึ้นเท่านั้นแบ่งออกเป็น
- “ผมเมาทุกวัน มานั่งคิดเวลาคุยกับแม่ อารมณ์ฉุนเฉียว พ่อผมเสียไปแล้วเพราะเป็นมะเร็ง ผมเป็นลูกชายคนเดียว พี่สาวผมแต่งงานไปหมดแล้ว แล้วใครจะดูแลแม่ แม่จะอยู่กับเราอีกกี่ปี เราจะมีเวลาดูแลแม่กี่ปี ผมเลยมาคิดว่าทำไมเราไม่เลิกยาสักที ทำไมต้องวนเวียนอยู่กับชีวิตแบบนี้ ตอนพ่อนอนโรงพยาบาลเป็นเดือนผมไปเยี่ยมพ่อแค่ครั้งเดียวไม่มีโอกาสดูแลท่านเลย ผมไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำอีกกับแม่ผม”
เลือกหัวข้อที่คุณสนใจ
ฝั่งแคลิฟอร์เนีย จอยซ์พาครอบครัวบายเออร์ส (โจนาธาน วิล) และแอล มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ในเมืองเลโนรา ฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย แอลพยายามใช้ชีวิตเป็นเด็กสาวธรรมดาในชื่อ “เจน” แต่เธอยังทำใจเรื่องการสูญเสียพ่อบุญธรรม (ฮอปเปอร์) ไม่ได้ แถมตอนนี้เธอไม่มีพลังพิเศษแล้ว ทำให้กลายเป็นเหยื่อถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียน วิลเองก็มีท่าทีซึมๆ เก็บตัว โจนาธานติดเพื่อนใหม่ที่ชื่ออาร์ไกล์และดูไม่ค่อยสนใจเรื่องอนาคตตัวเอง จอยซ์ได้รับพัสดุปริศนาส่งมาจากรัสเซีย เป็นตุ๊กตาไม้ที่ภายในซ่อนข้อความบอกใบ้ว่า พวกเขาสืบจนพบว่ามีคนหลายคนในเมืองโดน Mind Flayer เข้าควบคุม (เรียกรวมๆ ว่า “The Flayed”) และปีศาจร้ายกำลังสร้างร่างกายใหม่เพื่อออกไล่ล่า แอล โดยเฉพาะ (เพราะเธอเป็นผู้ปิดประตูมิติมันในครั้งก่อน) ทางด้าน แอล ที่ยอมร่วมโครงการนีน่า เธอถูกพาตัวไปยังฐานลับใต้ดินในทะเลทรายเนวาดาอย่างลับๆ โดยมี ดร.เบรนเนอร์ (“พ่อ” ของเธอที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว) เป็นคนดูแลโครงการนี้ร่วมกับดร.โอเวนส์ แอลถูกนำตัวเข้า แท็งก์น้ำเกลือ เพื่อกระตุ้นความทรงจำในวัยเด็กช่วงที่อยู่ในห้องทดลองฮอว์กินส์ การฝึกสุดโหดในนั้นทำให้แอลได้ค่อยๆ ฟื้นความทรงจำและพลังของตัวเองทีละน้อย เธอจำได้ถึงเหตุการณ์หนึ่งในปี 1979 ที่เด็กทดลองทุกคนในห้องทดลองถูกสังหารหมู่ ที่บ้านครีล ลูคัสโดนเจสัน (หัวโจกทีมบาสที่เข้าใจผิดคิดว่าพวกเอ็ดดี้บูชาซาตานทำให้แฟนเขาตาย) เล่นงานจนสลบไปช่วงหนึ่ง ทำให้แม็กซ์ซึ่งถูกเว็กนาสิงอยู่ ไม่มีใครปลุกได้ทันเวลา – แม็กซ์ถูกเว็กนาเล่นงานร่างกายอย่างโหดร้ายต่อหน้าแอลที่อยู่ในจิต (แขนขาหัก บอดตาทั้งสองข้าง) แล้วหัวใจของเธอก็หยุดเต้นลง ทีมฮอว์กินส์แบ่งการทำงานกันอีกครั้ง สตีฟ, น้องเอ็ดดี้, แนนซี่ และโรบินสืบจนพบ “ประตูน้ำ” (Watergate) คือรอยแยกใต้น้ำกลางทะเลสาบที่แพทริคถูกฆ่า ทั้งสี่จึงดำน้ำลงไปทะลุมิติเข้าไปยังโลก Upside Down และพบว่ามิตินี้คือภาพจำลองเมืองฮอว์กินส์ในวันที่วิลหายตัว (ปี 1983) พวกเขาสันนิษฐานว่าเวลาในโลกกลับด้านหยุดนิ่งอยู่ที่ช่วงนั้น กลุ่มของสตีฟต่อสู้กับฝูงค้างคาวปีศาจ (เดโมแบท) ใน Upside Down เกือบไม่รอด แต่ก็เอาตัวรอดมาได้ ระหว่างการค้นหา ไมค์และเพื่อนๆ พบกับเด็กผู้หญิงลึกลับคนหนึ่งในป่าซึ่งมีผมเกรียนและท่าทางหวาดกลัว เด็กหญิงคนนี้มีรอยสักเลข 011 บนแขน พวกเขาพาเธอกลับมาซ่อนตัวที่บ้านไมค์และตั้งชื่อเล่นให้เธอว่า “แอล” (ย่อจากอีเลเว่น, Eleven) แอลมีพลังจิต-พลังเคลื่อนย้ายของ และดูเหมือนว่าเธอรู้เบาะแสเกี่ยวกับวิล
ส่วนถ้าว่ากันตามตำนานก็มีหลากหลายเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับถ้ำนาคา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของพญานาคที่ถูกสาปเป็นหิน ตำนานดินแดนแห่งเมืองพญานาคราช (เมืองบาดาล) ตำนานดินแดนประสูติของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ที่มีจุดเริ่มต้นจาก ‘รังกา’ เผือก อันเป็นที่มาของชื่อภูลังกา ตำนานดินแดนสนามรบกิเลส (พระธุดงค์กรรมฐาน) เรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองลับแลหรือเมืองหลวงของชาวบังบด รวมถึงสถานะของการเป็นดินแดนสมุนไพรที่เกี่ยวกันกับตำนานรามเกียรติ์ ตอน พระลักษณ์ต้องหอกโมกขศักดิ์ อีกด้วย ต่อมามีการผุพังและกัดเซาะโดยน้ำและอากาศในแนวดิ่ง จนหินเกิดเป็นลักษณะเหมือนหมอนที่วางซ้อนกันเป็นชั้น ขนานไปกับแนวชั้นหิน ส่งผลให้พื้นผิวของหินมีลวดลายคล้ายเกล็ดงู ยิ่งเมื่อประกอบกับการโค้งตัวของหิน ทำให้รูปร่างของหินผาในแถบนี้มีหน้าตาคล้ายสัตว์ในตำนานหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นงูใหญ่หรือพญานาค งูจงอาง ช้าง สิงห์ เต่า ไปจนถึงหนุมาน! คงต้องมีสักแว่บความคิดสะกิดใจว่า ‘ถ้ำนาคา’ คือดินแดนพิเศษที่เปี่ยมด้วยมนต์ขลังลึกลับอันยากจะอธิบาย เดินทางสู่จุดหมายสุดท้ายของทริปอย่าง ‘ถ้ำนาคา’ ที่ต้องใช้ทั้งแรงกายและแรงใจในการเดินไต่บันไดขึ้นไปสู่ยอดเขาเป็นระยะทางไป-กลับ 4,500 เมตร ใช้เวลาราว 4-5 ชั่วโมง เพื่อสัมผัสความอัศจรรย์แห่งธรรมชาติที่เมื่อผสานกับตำนานเรื่องเล่าประจำถิ่น จึงเกิดเป็นความพิเศษของสถานที่แห่งนี้ที่ถูกใจทั้งสายมูและนักผจญไพร
ถ้ำมรกต มีอีกชื่อนึงเรียกว่า ถ้ำน้ำ ทางเข้าบริเวณปากถ้ำต้องลอยคอลอดอุโมงค์เข้าไป พอเข้าไปด้านในจะเห็นแสงตกกระทบของสีน้ำทะเลสะท้อนกับผนังถ้ำออกมาเป็นสีเขียวมรกตสวยงามมาก ๆ เมื่อลอยคอผ่านอุโมงค์น้ำที่มีความยาว 80 เมตร เพื่อเข้ามาด้านใน จะเจอชายหาดเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ในเกาะกลางทะเล ระหว่างทางจะเห็นได้ถึงความใสของน้ำทะเล แม้ในถ้ำมืด ๆ ที่มีเพียงแสงจากไฟฉายยังคงมองเห็นใต้น้ำได้ เรียกได้ว่าใครมาเที่ยวเมืองตรังทั้งทีต้องห้ามพลาดที่นี่ แม้ก่อนหน้านี้วัดถ้ำกระบอกจะต้องผ่านสารพัดการพิสูจน์ในภารกิจแรกเริ่มที่คนเคลือบแคลงใจว่าแท้ที่จริงวัดถ้ำกระบอกเป็นเพียงอาชญากรในคราบพุทธสถาน หากินกับผู้ติดยาเสพติด เป็นแหล่งค้ายา อีกทั้งวิธีการรักษายาเสพติดของวัดยังถูกมองว่าเป็นการทรมานผู้ป่วย แต่เพราะเจตจำนงที่มั่นคงของพระทั้ง 3 รูปที่เป็นผู้ริเริ่มคือหลวงพ่อใหญ่ หลวงพ่อเจริญ และหลวงพ่อจำรูญ ทำให้ภารกิจเพื่อสังคมนี้ยังคงดำเนินเรื่อยมา ตัวเองทำงานด้วยความกระหายความรู้ กระหายที่จะหาคำตอบว่าตรงนี้คืออะไร ทำไมเป็นอย่างนี้ แล้วเราจะค้นต่ออย่างไร จะเอาใครมาช่วยเรา ก็ไม่ได้รู้สึกว่าท้อ ถ้าจะท้อน่าจะเป็นเรื่องระบบในภาพใหญ่มากกว่า แต่เราก็เห็นการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มนักวิชาการ กลุ่มคนที่ทำงานอิสระที่เขาก็เกาะติด เราเชื่อในสิ่งที่ต้องการค้นหา งานยาก ไม่มีคนทำ เราก็ยังทำอยู่ มันคือแพสชันของเรา แล้วสมมติว่าระหว่างการทำงานมีคนอื่นอยากร่วมเดินทาง เราก็ยินดี ก็ไม่รู้ว่าจะหยุดเมื่อไหร่ จริงๆ ก็อยากนั่งหยุดแล้วนั่งมองคนอื่นทำเหมือนกัน สำหรับตัวเอง เราทบทวนตัวเองจากการทำงาน แล้วก็รู้เลยว่าการทำงานที่ผ่านมาของเรา ก่อนหน้านี้บางครั้งเราก็งี่เง่ามากเลย หรือบางอย่างก็กลับไปทบทวนว่าเราพึงพอใจกับงานไหนมากที่สุด เพราะอะไร มองด้วยความเป็นธรรม ประวัติศาสตร์ช่วยให้มองเห็นว่าตัวเราข้างหน้าอยากทำอะไรและทำอย่างไร มันก็คือประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องเน้นเรื่องบุคคลสำคัญหรือวีรบุรุษ บุคคลธรรมดาก็สร้างประวัติศาสตร์ได้ มีประวัติศาสตร์ของตัวเองได้ การเปิดโอกาสให้ข้อมูลหลากหลายยิ่งเป็นสิ่งทดสอบคนไทยด้วยนะว่า เรามีศักยภาพในการวิพากษ์และวิเคราะห์ได้มากน้อยแค่ไหน เราเป็นคนที่มีเหตุมีผลได้มากน้อยแค่ไหน ถ้ามีข่าวบางเรื่องออกมาแล้วไม่มีใครเชื่อเลย เราก็รู้แล้วว่าสังคมเราข้ามไปอีกระดับหนึ่งแล้ว คนในสังคมแยกแยะได้ว่าอะไรคือเรื่องจริงหรือหลอกลวง
พอคิดได้แบบนี้ เลยเกิดความเข้าใจอย่างหนึ่งว่าถ้าเราจะเลือกใช้แนวคิดของตะวันตก เราต้องรู้สะท้อนย้อนคิดให้ได้ว่าใช้เพราะอะไร อธิบายเหตุผลได้ว่าทำไมเราถึงใช้ ไม่ใช่ใช้เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์ทางวิชาการ เราต้องใช้อย่างมีสติ ซึ่งต่างจากสมัยเด็กๆ ที่เวลาเราใช้ทฤษฎีก็คิดแค่ว่าทฤษฎีนี้เท่ดี ใช้ฟูโกต์เลย แล้วฟูโกต์คือใคร คุณเข้าใจวิธีคิดของฟูโกต์จริงๆ หรือเปล่า พอเราเริ่มได้ข้อมูลเยอะขึ้น เราก็ต้องพยายามอธิบายว่าลักษณะของสังคมในอดีตเป็นอย่างไร เรากำหนดอายุว่าโลงอายุเท่าไหร่ อยู่ในช่วงเวลาเดียวกันไหม ไม้เป็นไม้อะไร เขามีเทคโนโลยีอย่างไร การแกะสลักไม้สัก หรือการใช้ทรัพยากรจากป่าไม้ที่เข้มข้นเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ค้นพบแล้วไม่ตรงกับความเข้าใจในตอนแรก คืออายุของโลงที่ไม่สอดคล้องกับรูปแบบของโลงไม้ เพราะเราคิดว่าพัฒนาการของรูปแบบเริ่มต้นจากรูปแบบที่ดูเรียบง่ายแล้วพัฒนาต่อมาเป็นรูปแบบที่ซับซ้อน ระหว่างทำพิธีกรรม มีหัวกะโหลกหนึ่งอยู่ตรงทางเข้า เราศึกษาแล้วแต่ยังไม่ได้เคลื่อนไปไหน เพราะยังไม่ได้บันทึกหรือทำผังบริเวณเลยต้องวางไว้ตรงนั้นก่อน แต่เรารู้แล้วว่าเป็นกะโหลกเด็กผู้หญิง พ่อหมอหยุดตรงนั้นแล้วบอกว่าผู้หญิงคนนี้อนุญาตให้อาจารย์ขุดแล้วนะ แล้วบอกด้วยว่าเป็นเด็กผู้หญิงอายุนิดเดียวเอง ก็ชักจะน่าสนใจสำหรับเราว่าพ่อหมอรู้ได้อย่างไร อันนี้เป็นงานเขียนออกมาชื่อเรื่อง ‘โบราณคดีผีบอก’ เป็นข้อถกเถียงภายในความคิดของเราเองที่ปะทะระหว่างวิทยาศาสตร์กับความเชื่อท้องถิ่น เราเขียนไว้ในหนังสือเชิดชูเกียรติอาจารย์ ดร.วินัย พงศ์ศรีเพียร นักประวัติศาสตร์ชั้นนำของประเทศไทย ขออนุญาตจากชุมชนก่อนทำงานประมาณสองครั้งก็ไม่ได้ สามครั้งก็ไม่ได้ ตอนนั้นเราก็ถอดใจแล้วนะ แต่ถามว่าตามกระบวนการ เราสามารถใช้สิทธิของทางการที่ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการวิจัยได้ไหม ทำได้ ถ้ากรมอุทยานฯ กรมศิลปากร หรือทางจังหวัดอนุญาต เราก็ขุดค้นได้ แต่เรารู้สึกว่าไม่สามารถทำงานได้ถ้าไม่ได้รับความเห็นชอบจากชุมชน ก็ต้องอธิบายให้เขาฟังว่าถ้าเราได้ความรู้ตรงนี้มาจะเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง เพียรพยายามนาน จนในที่สุดชาวบ้านก็เห็นว่าปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่มีประโยชน์ สู้ให้อาจารย์ศึกษาแล้วเราจะได้รู้ร่วมกันดีกว่า ใช่ เป็นเรื่องความเชื่อ เราคิดว่า เอาแล้ว ไม่คิดว่าจะเจอกับตัว ทั้งที่ทำงานและทำกระบวนการอนุรักษ์ร่วมกับชุมชนมาโดยตลอด แสดงว่าสิ่งที่เราทำประสบความสำเร็จ เพราะขนาดชาวบ้านคุ้นเคยกับเรา เขายังไม่ยอม ยังปกป้องและตั้งคำถาม เราดีใจในข้อนี้ ขณะเดียวกันก็หนักใจ แต่ไม่ได้ถอดใจ
นักท่องเที่ยวจะได้ขึ้นเพียงถ้ำนาคาเพียงจุดเดียวไม่สามารถไปจุดอื่นได้ หากมีฝนตกหนักจะปิดการขึ้นเขา ทั้งนี้แนะนำว่าถ้าไปช่วงเดือนตุลาคม-เดือนพฤศจิกายน นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสพบทะเลเมฆบนยอดเขาด้วย ถ้ำนาคาจะมีการปิดอุทยานฯ ประจำปี ช่วงวันที่ 1 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายน ของทุกปี Home / TRAVEL / 10 เรื่องควรรู้ก่อนไป ถ้ำนาคา สถานที่แห่งความศรัทธา จังหวัดบึงกาฬ มื่อฟื้นพลังได้ แอลรู้ว่าเพื่อนๆ ที่ฮอว์กินส์กำลังจะเผชิญหน้ากับเว็กนา ด้านไมค์ วิล โจนาธาน และอาร์ไกล์ที่ขับรถหนีการตามล่าของกองทัพ (ซึ่งเข้าใจผิดว่าแอลเป็นตัวการทำให้ฮอว์กินส์มีปีศาจ) พวกเขาตามหาแอลจนพบ ทั้งหมดช่วยกันสร้าง อุปกรณ์ให้แอลใช้พลังเจาะเข้าไปในจิตของแม็กซ์จากระยะไกล (หรือ “piggyback”) โดยใช้อ่างน้ำเกลือชั่วคราวในร้านพิซซ่าของอาร์ไกล์
สัญลักษณ์ที่เป็นที่นิยม
ก่อนหน้านี้เรารู้แค่ว่ามีนักโบราณคดีอเมริกันมาขุดถ้ำผีที่ปางมะผ้าก่อนแล้ว (เชสเตอร์ กอร์แมน (Chester Gorman) เริ่มสำรวจถ้ำปี 2514) แต่เขาต้องการหากำเนิดของการเพาะปลูกข้าว เขาคิดว่าศูนย์กลางการเพาะปลูกข้าวอยู่ที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่ที่ประเทศไทย และอยู่ถ้ำนี้ที่เขาขุดได้ เขาตั้งชื่อถ้ำว่า Spirit Cave ตามชาวบ้านที่เรียกว่า ‘ถ้ำผีแมน’ เพราะเจอโลงไม้ เราตามรอยจากผลงานของเขาก่อนในการสำรวจช่วงแรก จริงๆ มีคนสำรวจโลงไม้เยอะนะ แต่นักโบราณคดีชาวต่างชาติและชาวไทยขณะนั้นคิดว่าเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ ไม่ได้คิดว่าจะเก่า จึงไม่มีใครตามต่อว่าคืออะไรกันแน่ ตอนขุดที่เพิงผาบ้านไร่ เราตั้งแคมป์ในป่าเลยนะ พอขุดแล้วปรากฏว่าเจอข้อมูลสำคัญคือโครงกระดูกผู้ชายนอนขดอยู่อายุ 9,720 ปี และเครื่องมือหินกะเทาะอายุเก่าสุดคือ 12,000 ปี ซึ่งช่วง 12,000 ปีก่อนเป็นช่วงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกพอดี พื้นที่ในเขตอบอุ่นที่เคยปกคลุมด้วยธารน้ำแข็ง เกิดน้ำแข็งละลาย อากาศอบอุ่นขึ้น พอเวลาขุดค้น นักโบราณคดีต้องสร้างลำดับชั้นของเวลา (chronology) ขึ้นมาให้แน่นอน เราเริ่มต้นขุดสองไซต์คือเพิงผาบ้านไร่และเพิงผาถ้ำลอด ตอนขึ้นไปถึงเพิงผาบ้านไร่ เราพบว่ามีทั้งเครื่องมือหิน ภาพเขียนสี และโลงไม้ขนาดใหญ่ตั้งเป็นพาโนรามา ซึ่งเรารู้แล้วว่าต้องสำคัญ ตอนไปเห็นที่ถ้ำอื่นๆ ก็ไม่ตระการตาเท่านี้ เราจึงขุดตรงนั้นก่อนเพื่อหาเวลาในแนวดิ่งให้ได้ ทุกวันนี้ เวลาจะทำอะไรในพื้นที่ เราต้องถามความเห็นของชุมชนก่อน เช่น อยากปรับปรุงอาคารให้เป็นศูนย์เรียนรู้ เราก็ต้องถามชุมชนว่าตรงไหนที่เขาเลือกให้เรา ชอบแบบไหน ถ้าเอาเรื่องราวของเขาไปเล่าด้วย โอเคไหม งานช่วงหลังจึงเป็นการทำงานสลับระหว่างงานวิชาการกับการทำงานกับชุมชน นับเฉพาะปีนี้ (2567) ก็มาหลายครั้งมาก เดือนหนึ่งมาสามครั้งก็มี ขึ้นอยู่กับว่ามีเหตุอะไรให้ต้องมา อย่างรอบนี้ก็มาทำงานสื่อสารกับชุมชนและคนรุ่นใหม่ในพื้นที่บ้านถ้ำลอด ทำอบรม ‘ผู้สื่อความหมาย’ เพื่อให้เยาวชนในพื้นที่เข้าใจและสามารถเล่าเรื่องประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรมด้วยตัวเอง เป็นการทำงานด้านอนุรักษ์อีกแบบ